วันอาทิตย์, พฤษภาคม 9
Shadow

เทคนิคการทำ “ฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์” ให้ประสบความสำเร็จ

ปัจจุบันต้องยอมรับเลยว่ากระแสการบริโภคพืชผัก-ผลไม้ ที่ปลอดสารเคมีกำลังมาแรงอย่างมากในกลุ่มคนรักสุขภาพ ซึ่งมีผลทำให้ธุรกิจด้านเกษตรมีการเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวัน เนื่องจากเทรนด์การกินอาหารเพื่อสุขภาพกำลังเป็นที่นิยม ในกลุ่มหนุ่มสาวยุคใหม่และกลุ่มผู้สูงอายุ ที่เริ่มหันมาใส่ใจกับสุขภาพของตัวเองมากขึ้น จึงทำให้ธุรกิจด้านการเกษตรเป็นที่น่าจับตามองมากในตอนนี้ และหนึ่งในธุรกิจที่น่าจับตามองคือ “การปลูกพืชด้วยระบบไฮโดรโปนิกส์” ใครที่กำลังมีความคิดที่จะทำฟาร์มผักแบบปลอดสารเคมี เพื่อเอาใจกลุ่มคนรักสุขภาพ ก็คงหนีไม่พ้นการปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ ซึ่งในวันนี้เราได้นำ เทคนิคการทำ “ฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์” แบบง่าย ๆ มาฝากกัน จะมีเทคนิคไหนกันบ้าง ตามไปดูกันเลยดีกว่าค่ะ

เทคนิคการทำ “ฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์” ให้ประสบความสำเร็จ

การเพาะเมล็ดสลัด

  • นำฟองน้ำสำเร็จรูปที่จะเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าตรงกลางฟองน้ำจะถูกกรีดเป็นกากบาทเพื่อนำเมล็ดมาวางใส่ลงไป
  • วางเรียงบนถาดรอง รดน้ำฟองน้ำปลูกให้ชุ่ม พร้อมกับใช้มือกดฟองน้ำให้ซับน้ำให้อิ่มตัว นำไม้ปลายแหลมหรือไม้จิ้มฟันจุ่มน้ำแล้วแต้มแตะไปที่เมล็ดพันธุ์ผักสลัด
  • นำเมล็ดสลัดที่ติดที่ปลายไม้มาใส่ลงไปในกลางฟองน้ำที่ผ่าไว้ 1 เมล็ด ต่อฟองน้ำ 1 อัน นำแผ่นโฟมเพาะเมล็ดไปไว้ในโต๊ะอนุบาลที่ 1 ประมาณ 2 สัปดาห์ หรือกล้าผักสลัดมี 2 ใบ ช่วงนี้ต้องหมั่นฉีดน้ำด้วยฟ็อกกี้หรือกระบอกฉีดน้ำเพื่อลดความร้อนให้ต้นกล้าทุก ๆ วัน วันละ 2-5 ครั้ง ตามสภาพอากาศ
  • ช่วงเพาะเมล็ด (สัปดาห์ที่ 1) ใช้เวลา 7 วัน นำเมล็ดใส่ลงไปในวัสดุยึดราก เช่น ฟองน้ำ เพอร์ไลท์ โฟม ความลึกประมาณ 5 มิลลิเมตร ใส่ไว้ในถาดเพาะที่มีน้ำอยู่ด้านล่าง
  • พรมน้ำให้ชุ่ม เช้า-เย็น ควรเลือกพื้นที่ร่มในการวางถาดเพาะ เพื่อรักษาความชื้น ถ้าเมล็ดสมบูรณ์แข็งแรง จะงอกเป็นใบให้เห็นใน 3-4 วัน
  • เริ่มเห็นใบให้ย้ายไปเจอแดด (ใช้ซาแรนช่วยกรองแสงด้วย) เพราะถ้าอยู่ในที่ร่มไม่เจอแสง ผักจะยืดหาแสง ทำให้ผักโตช้า ลำต้นไม่แข็งแรง ฯลฯ (ช่วง 7 วันแรก ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยก็ได้ เพราะพืชจะใช้สารอาหารในเมล็ด)
  • จากนั้น จึงจะย้ายอนุบาลไปยัง โต๊ะอนุบาลที่ 2 ช่วงอนุบาล (สัปดาห์ที่ 3-4) ช่วงอนุบาล เป็นช่วงที่เริ่มให้อาหาร ให้ใส่ปุ๋ย A และ B อย่างละ 5 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตร ใส่ไตรโคเดอร์มาลงในถังปุ๋ย อัตราส่วน 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 100 ลิตร เพื่อป้องกันโรครากเน่า
  • คอยตรวจดูหนอน หนอนชอบกินต้นอ่อนมาก ผักสลัดจะกินอาหารได้เมื่อค่า EC ในน้ำอยู่ระหว่าง 1.2-1.8 การเติมปุ๋ย AB อย่างละ 5 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตร จะทำให้น้ำมีค่า EC อยู่ในระหว่างนั้น
  • ในช่วงสัปดาห์ที่ 3-4 เป็นการย้ายแยกต้นกล้าที่อยู่บนแผ่นฟองน้ำแผ่นเดียวกัน ต้องฉีกตามรอยที่มีให้เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสแผ่นฟองน้ำที่มีต้นกล้าต้องทำงานด้วยความระมัดระวัง ไม่ให้ต้นกล้าหักเสียหาย
  • ต้นกล้าจะอยู่บนโต๊ะอนุบาลที่ 2 อีก 2 สัปดาห์ จนต้นกล้ามีใบจริงหลายใบ ต้นสูงราว 5-10 เซนติเมตร และมีรากที่แข็งแรงยาวโผล่พ้นฟองน้ำ
  • นำต้นกล้าที่ได้ แล้วย้ายลงรางปลูกบนโต๊ะปลูก (ระยะเวลาการอนุบาลในแต่ละฤดูอาจจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศเป็นปัจจัย บางฤดูอาจใช้เวลาอนุบาลเพียงไม่นาน ก็สามารถย้ายลงปลูกได้เลย โดยเราจะสังเกตได้จากต้นกล้าเป็นหลัก)
  • เดินเครื่องปั๊มน้ำที่เป็นระบบน้ำวนตลอด 24 ชั่วโมง ดูแลต่ออีกประมาณ 2 สัปดาห์ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงของการเติบโต (สัปดาห์ที่ 5-6) เนื่องจากผักจะมีขนาดใหญ่ขึ้น ก็จะกินน้ำมากขึ้น
  • คอยตรวจสอบปริมาณน้ำและปุ๋ย ใช้อัตราส่วนการผสมปุ๋ยเหมือนเดิม ก็เริ่มทยอยเก็บผักสลัดจำหน่ายได้ ซึ่งอายุการเก็บเกี่ยวโดยเฉลี่ยของผักสลัดจะใกล้เคียงกัน คือประมาณ 45 วัน นับหลังจากการเริ่มเพาะเมล็ด

การควบคุม ค่า EC

สำหรับการปลูกผักสลัดจะคอยตรวจวัดค่า EC ให้อยู่ระหว่าง 1-1.8 mS/cm โดยเครื่อง EC meter ปรับลดโดยการเพิ่มน้ำ และปรับค่า EC เพิ่มโดยการเพิ่มปุ๋ย กรณีไม่มีเครื่องวัดสามารถประมาณการเติมสารอาหาร A และ B ควบคุมค่า pH อยู่ระหว่าง 5.2-6.8 โดยเครื่อง pH meter หรือ pH Drop test ปรับลดโดยการใช้กรดฟอสฟอริก หรือกรดไนตริก (pH down) และปรับค่า pH เพิ่มโดยการเติมโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ (pH up) ปริมาณ 2-3 หยด ถ้าค่า EC สูงมากเกินไป จะทำให้ผักสลัดมีรสขมได้

แมลงศัตรูใช้สารชีวภัณฑ์

  • เชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส ทูริงเยนซีส สามารถป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช อาทิ หนอนใยผัก หนอนคืบกะหล่ำ หนอนกระทู้ผัก หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนผีเสื้อขาว หนอนคืบละหุ่ง หนอนประกบใบส้ม หนอนกินใบชมพู่ หนอนร่าน หนอนแก้วส้ม หนอนไหมป่า หนอนกระทู้หอม เป็นต้น
  • เชื้อราบิวเวอเรีย เป็นจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคกับแมลง ซึ่งสามารถทำลายแมลงได้หลายชนิด ได้แก่แมลงจำพวกเพลี้ยต่าง ๆ หนอนผีเสื้อ ด้วง และแมลงวัน หรือยุง เชื้อราบิวเวอเรียสามารถนำมาใช้ในการกำจัดแมลงศัตรูพืชที่สำคัญในพืชเศรษฐกิจหลายชนิด เช่น แมลงศัตรูพืชเป้าหมายในข้าว ได้แก่ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยไฟ หนอนห่อใบ ในมะม่วง ได้แก่ เพลี้ยจักจั่น ที่ทำลายช่อมะม่วง แมลงค่อมทอง ในพืชตระกูลส้ม ได้แก่ เพลี้ยอ่อนส้ม เพลี้ยไก่แจ้ เพลี้ยไฟ ไรแดง ในพืชผัก ได้แก่ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ ไรขาว แมลงหวี่ขาว หนอน เป็นต้น ข้อห้ามโดยเด็ดขาด ในการใช้เชื้อราบิวเวอเรียคือ ห้ามผสมกับสารเคมีกำจัดโรคพืช เช่น โรคเชื้อรา หรือสารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืช และเนื่องจากเชื้อชีวภัณฑ์ค่อนข้างอ่อนแอต่อแสงแดดและอุณหภูมิสูง จึงควรใช้ในช่วงเวลาเย็นถึงค่ำ

การเก็บเกี่ยวผักสลัด

หลังจากผักสลัดอายุได้ 45 วัน หลังจากเพาะเมล็ด ก็จะเริ่มทยอยเก็บเกี่ยวขายได้ หรือเก็บออกขายทั้งหมดหรือชะลอการขายเลี้ยงต่อบนโต๊ะปลูกได้นานนับสัปดาห์ (น้ำหนักผักก็ดีตาม) การเก็บผักออกจากโต๊ะปลูกก็จะดึงขึ้นมาพร้อมราก โดยไม่ตัดรากออกนะคะ

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ กับเทคนิคการปลูกผักแบบไฮโดรโปนิกส์ ทำได้ง่ายมาก ๆ เลยใช่ไหมล่ะคะ ใครที่มีความคิดอยากทำธุรกิจด้านการเกษตร เราขอแนะนำการปลูกผักแบบไฮโดรโปนิกส์ เพราะมีต้นทุนที่ต่ำและยังมีตลาดที่คอยรองรับสินค้าของคุณอยู่เสมอ เนื่องจากโรคภัยไข้เจ็บที่มีมากมายในปัจจุบันจึงทำให้ใครหลาย ๆ คนหันกลับมาใส่ใจสุขภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้นการบริโภคพืชผักที่ปลอดสารเคมีจึงเป็นที่นิยมกันเป็นอย่างมาก หากคุณคิดจะทำฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์ลองนำเทคนิคที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ไปทำตามกันดูนะคะ รับรองได้เลยว่าธุรกิจของคุณจะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

เชื่อว่าหลาย ๆ คน คงอยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ซึ่ง ร้านข้าวแกง คงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของธุรกิจที่น่าลงทุน เนื่องจากข้าวแกงเป็นอาหารที่คนไทยเรานิยมซื้อมารับประทานกันเป็นจำนวนมาก 

อ่านบทความเพิ่มเติม มหัศจรรย์จาก “ใบชา” ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน